mamamapa

MamapreneurBusinessอ่าน 11 นาที

จดบริษัทเลย หรือเป็นบุคคลธรรมดาไปก่อน: จุดที่บอกว่าถึงเวลาเปลี่ยนแล้ว

ร้านเล็กส่วนใหญ่เริ่มแบบบุคคลธรรมดาได้คุ้มกว่า จดบริษัทเริ่มคุ้มเมื่อกำไรสูงพอจะจ่ายค่าทำบัญชีและสอบบัญชีทุกปี เทียบภาษีด้วยตัวเลขจริง พร้อมภาระที่ต้องทำทุกปี

LINE
ตรายางไม้วางบนเอกสาร
Photo: Markus Spiske / Pexels

พอร้านเริ่มขายดี คำแนะนำที่มักจะตามมาคือ “จดบริษัทสิ จะได้เสียภาษีน้อยลง ดูเป็นมืออาชีพด้วย” ฟังแล้วก็อยากรีบไปจดเลยใช่ไหมคะ แต่หลายคนจดไปแล้วเพิ่งมารู้ว่า ทุกปีต้องจ่ายค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี แถมมีเอกสารต้องส่งตามกำหนดงอกขึ้นมาอีกหลายอย่าง

เราไม่ได้จะตัดสินว่าแบบไหนดีกว่านะคะ แต่จะกางตัวเลขจริงให้ดูว่าร้านขนาดไหนเหมาะกับแบบไหน แล้วสัญญาณอะไรที่บอกว่าถึงเวลาเปลี่ยนแล้ว

Note: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีเฉพาะบุคคล ตัวเลขตัวอย่างคำนวณแบบง่าย ก่อนตัดสินใจควรให้นักบัญชีคำนวณจากตัวเลขจริงของร้าน หรือสอบถามกรมสรรพากร 1161 และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570

บุคคลธรรมดา กับ บริษัท ต่างกันตรงไหนบ้าง

Quick Answer: บุคคลธรรมดาเสียภาษีจากรายได้หักค่าใช้จ่าย ในอัตราก้าวหน้า 5 ถึง 35% ส่วนบริษัทเสียภาษีจากกำไรสุทธิ ถ้าเป็น SME ได้ยกเว้น 300,000 บาทแรก แลกกับภาระบัญชีและสอบบัญชีทุกปี

เรื่องบุคคลธรรมดาบริษัทจำกัด / หจก. (SME)
ภาษีเงินได้อัตราก้าวหน้า 5 ถึง 35% ของเงินได้สุทธิ (150,000 บาทแรกยกเว้น)กำไรไม่เกิน 300,000 บาท ยกเว้น, 300,001 ถึง 3 ล้านบาท 15%, เกิน 3 ล้านบาท 20%
หักค่าใช้จ่ายขายสินค้าเลือกหักเหมา 60% หรือตามจริงหักตามจริงเท่านั้น ต้องมีหลักฐาน
บัญชีรายงานเงินสดรับจ่าย ทำเองได้ต้องมีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย
สอบบัญชีไม่ต้องบริษัทต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ทุกปี
เงินในร้านเป็นเงินเราเลยเป็นเงินบริษัท เอาออกมาได้ทางเงินเดือนหรือเงินปันผล
ความรับผิดรับผิดไม่จำกัดบริษัทจำกัดรับผิดไม่เกินค่าหุ้นที่ยังส่งไม่ครบ

อัตรา SME ใช้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขนี้ ก็เสียอัตราทั่วไป 20% ของกำไรทั้งหมดค่ะ

ลองเทียบตัวเลข ร้านเล็กกับร้านกลาง จ่ายต่างกันเท่าไหร่

Quick Answer: ร้านที่ยอดขายหลักแสนถึงไม่กี่แสน แทบไม่ได้ประโยชน์จากการจดบริษัท แต่ร้านที่กำไรถึงหลายแสนบาทต่อปี ภาษีรวมอาจลดลงได้หลายหมื่นบาท ถ้าคุ้มกับค่าบัญชีรายปี

ลองสมมติว่าเป็นคุณแม่โสด รายได้มาจากร้านอย่างเดียว ใช้แค่ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท (ชีวิตจริงมีลดหย่อนอื่นอีก เช่น บุตร ประกันสังคม)

ตัวอย่าง A: ยอดขายปีละ 600,000 บาท ต้นทุนจริงประมาณ 50%

  • บุคคลธรรมดา หักเหมา 60% เหลือ 240,000 หักลดหย่อน 60,000 เหลือเงินได้สุทธิ 180,000 บาท ภาษีประมาณ 1,500 บาท
  • ถ้าเป็นบริษัท กำไรประมาณ 300,000 บาท อยู่ในช่วงยกเว้นพอดี แต่ต้องจ่ายค่าทำบัญชีและค่าสอบบัญชีทุกปี ซึ่งมักมากกว่า 1,500 บาทหลายเท่า

ร้านขนาดนี้ อยู่แบบบุคคลธรรมดาคุ้มกว่าแบบไม่ต้องคิดเลย ค่ะ

ตัวอย่าง B: ยอดขายปีละ 3,000,000 บาท ต้นทุนจริง 75% กำไร 750,000 บาท

แบบบุคคลธรรมดา (หักตามจริง เพราะต้นทุนเกิน 60%)

ขั้นตอนบาท
เงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายจริง750,000
หักลดหย่อนส่วนตัว60,000
เงินได้สุทธิ690,000
ภาษี (0 + 7,500 + 20,000 + 28,500)ประมาณ 56,000

แบบบริษัท สมมติจ่ายเงินเดือนตัวเองเดือนละ 30,000 บาท (360,000 บาทต่อปี ซึ่งบริษัทนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายได้)

ขั้นตอนบาท
กำไรบริษัทหลังหักเงินเดือน390,000
ภาษีบริษัท (300,000 แรกยกเว้น, ส่วนที่เหลือ 15%)13,500
ภาษีเงินเดือนของเรา (หักค่าใช้จ่าย 100,000 ลดหย่อน 60,000 เหลือ 200,000)ประมาณ 2,500
รวมภาษีประมาณ 16,000

ดูเหมือนประหยัดได้ราว 40,000 บาท แต่ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ ยังมีอีกหลายอย่างต้องหักออก

  • ค่าทำบัญชีรายเดือนและค่าสอบบัญชีรายปี (ราคาตลาดต่างกันมาก ลองขอใบเสนอราคาสัก 2 ถึง 3 เจ้า)
  • กำไรที่เหลือในบริษัทยังไม่ใช่เงินเรา ถ้าจ่ายเป็นเงินปันผลจะโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย 10%
  • ถ้าบริษัทจ้างเราเป็นลูกจ้าง อาจมีเรื่องประกันสังคมและภาษีหัก ณ ที่จ่ายรายเดือนเพิ่ม
  • ยอดขาย 3 ล้านเกินเกณฑ์ VAT แล้ว ทั้งสองแบบต้องจด VAT เหมือนกัน

ร้านขนาดนี้แหละค่ะ ที่ถึงเวลา นั่งคุยกับนักบัญชีจริงจัง แล้ว

จดบริษัทแล้ว มีภาระอะไรเพิ่มทุกปี

Quick Answer: ต้องมีผู้ทำบัญชี ปิดงบทุกปี ให้ผู้สอบบัญชีรับรอง ประชุมผู้ถือหุ้น ส่งงบให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และยื่นภาษีนิติบุคคลปีละ 2 ครั้ง แม้ปีนั้นจะขาดทุนก็ต้องทำ

ตามคู่มือนิติบุคคลตั้งใหม่ของ DBD และคู่มือภาษี SME ของกรมสรรพากร งานที่ต้องทำมีประมาณนี้

  • จัดให้มีผู้ทำบัญชี ที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย
  • ผู้สอบบัญชีตรวจและรับรองงบการเงิน ทุกปี บริษัทจำกัดต้องใช้ CPA ส่วน หจก. ที่ทุนไม่เกิน 5 ล้าน สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้าน และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้าน ใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ได้
  • ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งแรกภายใน 6 เดือน หลังจดทะเบียน และประชุมสามัญทุกปี
  • ส่งงบการเงิน ผ่านระบบ DBD e-Filing ตามกำหนด และส่งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นภายใน 14 วันหลังประชุมสามัญ
  • ยื่น ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ภายใน 2 เดือนหลังครบ 6 เดือนแรก และ ภ.ง.ด.50 (ทั้งปี) ภายใน 150 วันนับจากวันปิดรอบบัญชี
  • แยกเงินบริษัทกับเงินส่วนตัวเด็ดขาด หยิบเงินบริษัทมาใช้ส่วนตัวไม่ได้แบบเดิมแล้ว

ข้อสุดท้ายนี่แหละ ที่แม่ค้าหลายคนบอกว่าปรับตัวยากที่สุด

จดบริษัทต้องใช้อะไร เสียค่าจดเท่าไหร่

Quick Answer: ต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน ค่าธรรมเนียมจดหนังสือบริคณห์สนธิ 500 บาท และจัดตั้งบริษัท 5,000 บาท บวกอากรแสตมป์ จดออนไลน์ผ่าน DBD Biz Regist ได้

  • ผู้เริ่มก่อการตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป (เช่น เรากับสามี หรือพี่น้อง)
  • ชื่อบริษัทที่จองผ่านแล้ว
  • ทุนจดทะเบียน (ร้านเล็กส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องจดสูง ถ้าทุนชำระไม่เกิน 5 ล้านบาทก็ยังได้อัตรา SME)
  • ค่าธรรมเนียมตามคู่มือ DBD: หนังสือบริคณห์สนธิ 500 บาท, จัดตั้งบริษัทจำกัด 5,000 บาท, อากรแสตมป์หนังสือบริคณห์สนธิ 200 บาท

ค่าจดจ่ายครั้งเดียวจบ แต่ที่ต้องเอามาคิดจริงๆ คือ ค่าใช้จ่ายรายปีที่ตามมาตลอดชีวิตบริษัท ค่ะ

สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาเปลี่ยนแล้ว

Quick Answer: ให้เริ่มคิดจริงจังเมื่อมีสัญญาณอย่างน้อย 2 ข้อขึ้นไปจากลิสต์ด้านล่าง โดยเฉพาะเรื่องกำไรสูงจนภาษีบุคคลธรรมดาขึ้นขั้น 15 ถึง 20%

  • กำไรสุทธิต่อปีสูงหลายแสนบาทขึ้นไป และต้นทุนจริงสูงกว่า 60% จนหักเหมาไม่คุ้ม
  • มีลูกค้าองค์กรหรือห้าง ที่ขอทำสัญญากับนิติบุคคล หรือต้องการใบกำกับภาษีจากบริษัท
  • อยากแยกความเสี่ยง เช่น สั่งของล็อตใหญ่ เช่าโกดัง จ้างพนักงาน
  • มีหุ้นส่วนจริงจัง ที่ควรมีสัดส่วนหุ้นชัดเจน
  • อยากขอสินเชื่อธุรกิจหรือหานักลงทุน ซึ่งมักต้องการงบการเงินที่ตรวจสอบแล้ว
  • พร้อมจ่ายนักบัญชี และพร้อมแยกเงินบ้านกับเงินร้านแบบเด็ดขาด

ถ้ายังไม่เข้าสักข้อ ไม่เป็นไรเลยค่ะ อยู่แบบบุคคลธรรมดาให้ถูกต้อง ยื่นภาษีครบ จดทะเบียนพาณิชย์ ทำบัญชีรับจ่ายให้ดี ก็เป็นธุรกิจมืออาชีพได้เหมือนกัน

ระหว่างนี้ ควรเตรียมอะไรไว้ก่อน

Quick Answer: ทำตัวเลขร้านให้ชัดตั้งแต่ตอนเป็นบุคคลธรรมดา เพราะวันที่ต้องตัดสินใจ นักบัญชีจะถามหาตัวเลขยอดขาย ต้นทุน และกำไรจริงย้อนหลังอย่างน้อย 1 ปี

  1. จดทะเบียนพาณิชย์ให้เรียบร้อย อ่านขั้นตอนได้ที่ ขายของออนไลน์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม
  2. ยื่นภาษีบุคคลธรรมดาให้ครบทั้ง ภ.ง.ด.94 และ ภ.ง.ด.90 ดูภาพรวมที่ แม่ค้าออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม
  3. เริ่มจดรายรับรายจ่ายและเก็บใบเสร็จ ตามวิธีใน ทำบัญชีร้านค้าออนไลน์เองแบบไม่ปวดหัว
  4. ถ้ายอดขายใกล้ 1.8 ล้านบาท อ่าน ต้องจด VAT ตอนไหน ประกอบด้วย เพราะเรื่อง VAT จะมาถึงก่อนเรื่องบริษัทเสมอ

ไม่ต้องรีบเป็นบริษัทเพื่อให้รู้สึกว่าเป็นธุรกิจจริงหรอกนะคะ ร้านเล็กที่ตัวเลขชัด ยื่นภาษีครบ ก็แข็งแรงมากแล้ว

FAQ

คำถามที่แม่ๆ ถามบ่อย

  1. 01ขายของออนไลน์ ควรจดบริษัทตอนไหน

    ไม่มีตัวเลขตายตัวค่ะ แต่สัญญาณที่พบบ่อยคือกำไรสุทธิต่อปีเริ่มสูงหลายแสนบาทขึ้นไป ภาษีบุคคลธรรมดาขึ้นไปขั้น 15 ถึง 20% หรือมีลูกค้าองค์กรที่ต้องการใบกำกับภาษีจากนิติบุคคล ควรให้นักบัญชีเทียบจากตัวเลขจริงก่อน

  2. 02จดบริษัทแล้วเสียภาษีน้อยลงจริงไหม

    ไม่เสมอไป บริษัท SME ที่ทุนชำระไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ได้ยกเว้นภาษีกำไร 300,000 บาทแรก แต่ต้องจ่ายค่าทำบัญชีและสอบบัญชีทุกปี และถ้าจ่ายเงินปันผลออกมา จะโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายอีก 10% ร้านที่กำไรน้อยอาจจ่ายรวมแพงกว่าเดิม

  3. 03จดบริษัทต้องมีกี่คน

    ตามคู่มือของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ต้องมีผู้เริ่มก่อการตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมกันจัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ

  4. 04ค่าจดทะเบียนบริษัทเท่าไหร่

    ตามคู่มือของ DBD ค่าจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ 500 บาท และจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด 5,000 บาท บวกอากรแสตมป์ ค่าใช้จ่ายที่หนักกว่าคือค่าทำบัญชีและค่าสอบบัญชีที่ต้องจ่ายทุกปี

  5. 05หจก. กับบริษัทต่างกันยังไงสำหรับร้านเล็ก

    ทั้งคู่เป็นนิติบุคคลและใช้อัตราภาษี SME เหมือนกัน จุดต่างที่ร้านเล็กรู้สึกชัดคือ หจก. ขนาดเล็ก (ทุนไม่เกิน 5 ล้าน สินทรัพย์และรายได้ไม่เกิน 30 ล้าน) ใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ได้ ซึ่งมักถูกกว่า แต่หุ้นส่วนผู้จัดการต้องรับผิดไม่จำกัด

  6. 06ยอดขายเกิน 1.8 ล้าน ต้องจดบริษัทไหม

    ไม่ต้องค่ะ 1.8 ล้านบาทเป็นเกณฑ์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้ทั้งกับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล การจดบริษัทเป็นการตัดสินใจแยกกัน

Ask MamaMapa

มีคำถามที่ยังหาคำตอบไม่เจอ?

พิมพ์มาได้เลย ไม่ต้องบอกชื่อ เราอ่านทุกข้อ และคำถามที่แม่ๆ ถามกันเยอะ เราจะหาหลักฐานแล้วเขียนเป็นบทความให้ค่ะ

เราไม่ใช่แพทย์ ถ้าเร่งด่วนหรือลูกไม่สบาย ปรึกษาคุณหมอหรือโทร 1669 ก่อนนะคะ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมสรรพากร: อัตราภาษีและการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (อัตรา SME)
  2. กรมสรรพากร: คู่มือภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบการ SME
  3. กรมสรรพากร: บัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  4. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า: การจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและจัดตั้งบริษัทจำกัด
  5. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า: คู่มือนิติบุคคลตั้งใหม่ (หน้าที่หลังจดทะเบียน)

Business

ลูกอยู่ช่วงไหน
🔍 ค้นหาบทความ